ที่สุดแห่งปี 2008

posted on 17 Dec 2008 13:34 by thunska2

ช่วงนี้โดนบ่นว่าค่อนขอดว่าขี้เกียจ ไม่อัพบล็อกแล้วหรือ

ก็ยอมรับครับ เพราะวุ่นสุด ๆ กันเรยทีเดียว

ยังไงก็ขอบคุณนะครับ สำหรับผู้ที่แวะผ่านเข้ามา

ตกใจมั่ก ๆ ว่า เฉลี่ยวันละมากกว่า 300 คน

ทั้งที่ไม่มีไรอัพเดทเรย เง้อ 

อันนี้ไม่ได้เป็นธรรมเนียมปฎิบัติที่ผมยึดถือเท่าไหร่

แต่ปีนี้อยากทำ คือ บันทึกสิ่งที่ชอบที่สุด

ในนี้ไม่ได้มีการจัดอันดับนะครับ

เพราะทุกสิ่งที่เขียนในคราวนี้

คือที่สุด คืออันดับหนึ่งของผม ในปี 2008

อ่ะ มาเริ่มกันเรยละกัน

 

 หนังสั้น หนังนอกกระแส วิดีโออาร์ต ที่ชอบที่สุดในปี 2008

 

YESTERDAY
เมื่อวาน
  สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์

ช่วงปีที่ผ่านมา อาจเพราะดูหนังสั้นเยอะ จนเบื่อ และไม่เจออะไรใหม่ และผมมักจะตื่นเต้นทุกครั้ง เวลาที่เจออะไรใหม่ ๆ แน่นอนว่า ไม่มีอะไรใหม่แล้วในโลกนี้ ทุกสิ่งที่เราเคยเชื่อว่า ยังไม่เคยมีคนทำ อาจมีคนทำไปหมดแล้ว อันนี้หมายถึงกลวิธี แต่เรื่องราวของคนไม่เคยหมด เรื่องของ เมื่อวาน เป็นภาพบันทึกของกลุ่มนักเรียนนอก ที่เปิดเรื่องมาเหมือนเป็นสารคดี เหมือนโฮมวิดีโอทั่ว ๆ ไป แต่พอดูไปเรื่อย โครงสร้างของหนังกลับเปลี่ยนไป ทำเอาหลอน ลอย ๆ และได้พบว่า มันไม่ได้พยายามจะเล่าเรื่องอะไรอีกต่อไปแล้ว แต่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่หอหุ้ม และซึมลึกไปมากกว่าสารคดีทั่วไป เป็นหนังสั้นเรื่องหนึ่งในปีนี้ ที่ดูแล้วตื่นเต้นที่สุด

Reset
ไพร่ฟ้ากับหุ่นยนต์พระมหากษัตริย์  นก ปักษนาวิน

ดูเหมือนว่านิลจะพยายามทำอะไรต่ออะไรมากมาย ไม่ว่าเขียน จัดกิจกรรม แต่งกลอน เดินทาง ถ่ายภาพ ฯลฯ และสิ่งที่ดูจะมาถูกทางขึ้นเรื่อย ๆ คือทำหนัง หนังของนิลมีประเด็นเกี่ยวของกับคน ชนชั้น และคำถามที่คนไทยส่วนใหญ่ พูดไม่ได้ หรือไม่กล้าพูดก็ไม่รู้ หนังว่าด้วยพื้นที่แห่งหนึ่ง ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ที่ต้องเหือดหายไป เพราะเขื่อนใหญ่แห่งหนึ่ง หนังเล่าด้วยตัวหนังสือ แต่ครึ่งหลังคือบรรยากาศประหลาด จักรกล ที่ทำให้รู้สึกเหมือนการถูกทำให้เป็น

Lost Nation ผมชื่อชาติ ศาสตร์ ตันเจริญ

บอกตามตรงว่า ไม่ค่อยตื่นเต้นกับหนังโอมานานพอสมควร จนกระทั่งเรื่องนี้ ผมเพิ่งดูราฟคัทไปสองรอบ และยังสนุกกับการดูทั้งสองรอบอยู่ หนังเริ่มต้นที่การหายไปของชาติที่ดูจะเป็นประเด็นใหญ่ของเรื่อง แต่เปล่า ความสนุกคือคนรอบข้าง และความรู้สึกของตัวละครเหล่านั้นที่มีต่อชาติ จากชาติที่เราแทบจะไม่เห็น ไม่รู้จักอะไรเขาเลย กลับค่อย ๆ ถูกรื้อสร้างจากความสูญหาย เป็นหนังดิจิตอลยาวน่าลุ้นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจในปีหน้า

มรกต EMERALD อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ผมคงชอบบรรยากาศ มากกว่าเรื่องราว ความหลอนของพื้นที่โรงแรมร้างแห่งนี้ ถูกถ่ายทอดจนเรียกได้ว่าแทบจะได้กลิ่น อบอวลด้วยความทรงจำที่ล่องลอยกระจัดกระจายอยู่บนพื้นที่ร้างนี้ ร่องรอยคราบเปรอะกรัง ความหลัง ความทรงจำที่พร่างพรู เป็นความงดงามทั้งภาพ เสียง บรรยากาศ และความรู้สึก

เพลิน ทรงยศ สุขมากอนันต์

เพลินเป็นหนังเงียบเรื่องหนึ่งใน ไม่มีอะไรจะพูด ที่ฉายไปเมื่อเดือนตุลาที่ผ่านมา ย้งบอกเราว่า หนังมันไม่ได้มีอะไรมาก แต่สำหรับเรา มันมากมาย ภาพถ่ายแค่ชอทเดียว ตั้งกล้องเฉย ๆ บันทึกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามแสงที่เปลี่ยน บรรยากาศรวดเร็ว สลับเนิชช้า มันบอกอะไร อะไร ที่เหมือนไม่มีอะไร แต่มีอะไรได้มากมายจริง

i'm livin in da chicken town.rylic ภิญญุดา ตันเจริญ

เราชอบเรื่องนี้ของพิงค์ เป็นอีกเรื่องใน ไม่มีอะไรจะพูด มีแค่ตัวหนังสือ เป็นเนื้อเพลงอะไรสักอย่าง ที่เริ่มด้วย เราอยู่ในเมืองปอดแหก ตัวหนังสือขาวบนพื้นดำ ที่พร่ำบ่น และเป็นการพล่ามที่รู้ตัวด้วยว่า ตัวเองก็เป็นเช่นนั้ และเราต่างเป็นผลผลิตของเมืองปอดแหก ไม่อยากเอาความต่างทางเพศมาตัดสินเลย แต่น่าทึ่งว่า หนังแรง ด้วยกลวิธีธรรมดานี้ ผลิตโดยผู้หญิง บัณฑิตจุฬาฯ เยี่ยมมาก ๆ หนังเรื่องแรกของเธอ

ละครเวทีที่ชอบที่สุดในปีนี้

 

17 พฤษภา my valentine และ จะวันไหนไหน   สวนีย์ อุทุมมา

ละครเวทีสองเรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นเหมือนตอนต่อกัน 17 พฤษภาฯ แสดงที่ มะขามป้อม ส่วนจะวันไหนไหน แสดงในเทศกาลละคร ที่ร้านรัก พี่เอี้ยงเล่าเรื่องของการตามหากุหลาบพันธุ์แท้ อันเป็นตัวแทนของประชาธิปไตย ความรักของเธอเกิดขึ้น เมื่อพี่นำชน นำฝูงชนไปร่วมประท้วงรัฐบาล และเธอเองก็มีส่วนนำป้าราษฎร์(ซึ่งลูกชายหายตัวไปเมื่อครั้งตามหากุหลาบ) ป้าราษฎร์ในคราวแรกไม่สนใจจะร่วมขบวนการ แต่สุดท้ายป้าก็เป็นหนึ่งในแถวหน้า และป้าพยายามจะเอากุหลาบไปปักปลายปืน แต่... จะวันไหน ๆ เพิ่มเหตุการณ์ให้สอดคล้องกับปัจจุบันมากขึ้น เมื่อเอกเพื่อนสมัยเด็กของพี่เอี้ยง โทรมาชวน พี่เอี้ยงบอกว่า ฉันไม่สนหรอกว่าแกจะอยู่สีไหน แต่ไม่ว่าสีไหน ก็อย่าไปเข้าร่วมเลย ทั้งที่ในอดีต เธอเคยเลือกแบบเดียวกับที่เพื่อนเลือก ตัวละครทั้งหมดแสดงโดยพี่เอี้ยง เป็นละครที่ทำให้ทึ่งในการแสดง และอึ้งในประเด็น เสียน้ำตา และจุกไปหลายวัน ลป. ลืมไป ชอบการแสดงที่ไต่ระดับอารมณ์ได้อย่างน่าทึ่ง พี่เอี้ยงออกมาเหมือนชวนเล่นเกม การเล่าเรื่องที่เหมือนเรื่องทั่ว ๆ ไป ค่อย ๆ และค่อย ๆ คือ ค่อยมาก ๆ จนชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับผมวิธีนี้ทำให้ความรู้สึกซึม ลึกเข้าไปอีก

 

ฝากหัวใจไว้ที่อุบล  นพพันธ์ บุญใหญ่

เป็นแฟนละครของอ้น ดูมาหลายเรื่อง ชอบทุกเรื่อง แต่ขอเลือกเรื่องนี้เป็นที่สุด ไม่รู้ว่าการชอบละครอ้น เพราะมันเหมือนหนังหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ชอบเรื่องนี้เพราะอ้นคลี่คลาย เอาเรื่องในวัยเด็ด มาดัดแปลง กลายเป็นเรื่องของใครก็ได้ เด็กที่ต้องเดินทางไปอยู่กับญาติซึ่งเป็นแม่ม่าย มีลูกสาวเป็นออธิสติกอยู่คน และแดงเด็กหนุ่มตัวเอก เรียนรู้ที่จะหนีโลกอันวุ่นวายไปกับเรื่องราวกัปตันแดนที่เขาเขียนเป็นการ์ตูน ผมชอบประเด็นการเรียนรู้เรื่องครอบครัว ครอบครัวที่ไม่จำเป็นต้องหมายถึง พ่อ แม่ ลูก อีกต่อไปแล้ว อาจจะเป็นแม่ที่จริง ๆ เป็นน้า คนรักของน้า และลูกสาวน้า ก็เป็นครอบครัวกันได้ สนุก เศร้า เร้าใจ และตรึงอารมณ์

 

สเปิร์ม ผดุงพงศ์ ประสาททอง

อันนี้เป็นแน่นอนว่าโดดเด่นในเรื่องเทคนิค แต่ชอบกระบวนการด้วย คือให้ทีมงานมีส่วนร่วมในการคิด เสปิร์ม เป็นละครสอนเรื่องเพศ เล่าเรื่องสเปิร์มที่ไม่ได้ไปเกิดเสียที เพราะไม่ได้เจอะไข่ แต่ไปเจอเอาจอคอมพ์ ถุงยาง ตู้เย็น(!!) ด้วยความที่เป็นละครสำหรับสอนเรื่องเพศ สำหรับเด็ก วิชวลที่ชวนตื่นเต้น ด้วยสีสะท้อนแสง เสียดายว่ารอบที่ดูที่เทศกาลละคร เต้ผู้กำกับบอกว่า มันไม่มืดเท่าเมื่อครั้งแสดงที่มะขามป้อม เรียบง่าย สนุก ชอบ

 

แผ่นดินอื่น ธีระวัฒน์ มุลวิไล

ผมไม่เคยอ่านกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ และไม่มีความผูกพันใดเกี่ยวกับเขา แต่ละครเรื่องนี้ทำให้อยากอ่านหนังสือของกนกพงศ์ แผ่นดินอื่น ไม่ได้เอาแผ่นดินอื่นในหนังสือมาทำละคร แต่เป็นการตีความ สร้างเหตุการณ์ และผูกโยงกับแผ่นดินอื่น ๆ ทุก ๆ สิ่ง ที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดิน เช่น หนังเรื่อง หนักแผ่นดิน เป็นการตั้งคำถามถึงแผ่นดินนี้ว่าใครกันมันเป็นเจ้าของ หรืออาจหาญตั้งต้นเป็นเจ้าของ มีประเด็นเรื่องชาติ ชนชั้น ความฝัน อดีต และสิ่งที่น่าประทับใจมากคือการแสดงของ สฤญรัตน์ โทมัส ที่คุณอาจรู้จักเธอในบทผีในเรื่อง โปรแกรมหน้าวิญญาณอาฆาต แต่แท้จริงเธอเป็นนักแสดงละครเวทีฝีมือเยี่ยม การแสดงธรรมดา แต่ดึงอารมณ์ทั้งหมดทั้งมวล พาผู้คนสะเทือนใจไปกับเรื่องที่เล่า ไม่ใช่ใครก็ได้จะทำได้ แต่เธอเป็นหนึ่งในนั้น ฉากที่ไม่ลืมเลย คือเหมือนเด็ก ๆ มาเล่นกันในสวน ทอยเส้น ตั้งเต กระดานหก แต่แล้วเมื่อทุกคนต่างแก่งแย่ง และต่างต้องเป็นไปตามระบบ เธอเรียกร้องทวงอดีตให้กลับคืนมา แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว ชอบการเลือกใช้หลาย ๆ สื่อ หลาย ๆ วัตถุดิบ หลาย ๆ แหล่งที่มา แว่ว ๆ ว่าผู้กำกับเอง กำลังจะมีเรื่องใหม่เร็ว ๆ นี้ ชื่อว่า สันดานกา โปรดติดตาม

Her Story ซันสตูดิโอ

ไม่ค่อยรู้จักมักจี่กับผู้กำกับ และนักแสดงทีมนี้เท่าไหร่  รู้แต่ว่าเขาชื่อคิง เป็นการแสดงแดนซ์ที่เล่นกันสองคน จริง ๆ จะว่าไปการแสดงนี้ไม่มีคำพูดเลยแม้แต่คำเดียว เป็นการแดนซ์ แดนซ์ และแดนซ์ แต่การแสดงของพวกเขาทั้งคู่ ก็พูดออกมาได้กระแทกใจมาก ๆ โดยเล่าเรื่องราวของเด็กสาว ร่าเริ่ง มีความรัก ถูกเลิกรัก เป็นแม่ เติบโต และดูแลลูก ไม่รู้ว่าจะเล่าเรื่องนี้ยังไง แต่การได้ชมการแสดงชุดนี้ ถึงกับหลั่งน้ำตา สวยงาม พริ้วไหว สะเทือนใจเป็นที่สุด การแบกรับเอาทุกสิ่งไว้ ด้วยร่างชายที่แสดงเป็นเพศแม่ มันสะท้อนใจเยี่ยงนี้เอง(งงป่ะ ฮา) ชอบมาก ๆ

หนังสือที่ชอบที่สุด ในปี 2008

 

ดีไซน์คัลเจอร์  ประชา สุวีรานนท์

ลำพังแค่หนังสือที่เกี่ยวข้องกับศิลปะในประเทศนี้ ก็มีมีน้อยอยู่แล้ว ไอ้ที่จะหาดี ๆ ได้ แทบไม่มีเลย ผมอาจจะเชยไปที่เพิ่งมารู้ว่า ดีไซน์คัลเจอร์ เป็นคอลัมน์ในมติชน ก็เมื่อเห็นมันถูกรวมเล่มแล้ว แต่คงไม่สายเกินไปที่ตอนนี้กลายเป็นคอลัมน์นี้ไปเลย คงต้องบอกว่า ผู้เขียน เป็นยิงกว่ากูรู คือไม่ได้ถ่ายทอดในระดับอวดรู้ แต่เป็นการเล่าแบบครูผู้หวังว่าคนอ่านจะฉลาดขึ้น เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจเปิดกระโหลกมากที่สุดในรอบปีนี้ ไม่รู้จะโม้ไง ไปหาอ่านตามแผงใกล้บ้านคุณ

 

เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์  ภาณุ ตรัยเวช

ไม่ค่อยได้อ่านซีไรต์ เพราะไม่ถูกจริตเป็นอย่างยิ่ง หนังสือเล่มนี้ชิงซีไรต์ คนเขียนเป็นเพื่อนที่เราคุ้นเคย ยิ่งไม่อ่าน คงเพราะความสนิท จนในที่สุด หลังจากหนังสือออกไปแล้วสองปี ผมเพิ่มมาเริ่มอ่านมัน แล้วได้พบว่า หนังสือเล่มนี้ มันล้ำมาก ๆ กลวิธีการเล่าเรื่อง โครงสร้าง ที่พาเอาคนอ่านกระจุยกระจายราวกับได้เสพอะไรสักอย่าง มีสุขอย่างเหลือล้น แล้วก็ล่องลอยหายไปอย่างรวดเร็ว วางไม่ลงเลยจริง ๆ ได้อ่านเล่มนี้เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ และคิดว่าทำไมหนังสือดัดจริต แบบความสุขของกะทิ ที่ได้ซีไรต์ในปีนัน มันถึงได้ซีไรต์วะ และได้พบว่าการให้รางวัล ไม่ได้ตัวประเมินผลคุณค่างานชิ้นนั้นได้เลย โดยเฉพาะในแวดวงที่กรรมการเป็นพวกหัวอนุรักษ์นิยม เฮ้อ

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม ภาณุ ตรัยเวช

อ่านเด็กกำพร้า ทำให้ผมเป็นแฟนภาณุขึ้นมาหนึบหนับ ทู เขียนเล่มนี้ออกมาเป็นเรื่องสั้น ผมชอบชื่อหนังสือของทูจัง ตัวละครในหนังสือ ราวกับรู้ทุกสิ่ง ผ่านมาแล้วทุกอย่าง เหมาะกับคนยุคนี้เสียจริง ๆ ที่เราต่างรู้ดี ชั่ว อดีตให้ประสบการณ์มากมาย แต่เราก็ยังจมปลัก ทำ และดำเนินชีวิตอยู่ในห้วงแห่งความตรอมตรมนั้น อ่า นี่ผมพูดถึงหนังสือละยังเนี่ย เรื่องสั้น ที่หลากหลาย แสดงภูมิรู้ การเล่าเรื่องคม แยบยล น่าทึ่ง ประทับใจ ไปหาอ่านเอานะครับ ไม่อยากบอกอะไรมากกว่านี้

ละครทีวีที่ชอบที่สุดในปี 2008

 

กึมซุนลุ้นหัวใจให้รักเธอ  Be Strong Gum Soon

เอาล่ะ ยอมรับว่าติดซีรีส์ โดยเฉพาะ Lost กับ Desperate Housewives นี่ติดงอมแงม แต่นั่นก็แค่เอาดีวีดีมาดูแบบยกชุด ไอ้ที่จะนั่งติดตามหน้าทีวีนี่ ไม่มีซะล่ะ โดยเฉพาะละครช่วงบ่าย แต่ติดเรื่องนี้อ่ะ หญิงสาว ผมหยิก ดูโง่ ๆ ไม่ได้เรื่อง ที่ผัวมาตายตั้งแต่ต้นเรื่อง เธอต้องสู้ชีวิตลำพัง โดยมีครอบครัวของผัวที่เพิ่งตายคอยช่วยเหลือ ต่างเรียนรู้ และปรับตัวเข้าหากัน ตบท้ายแบบน้ำเน่า แต่พาฝันดีเหลือเกิน คือได้ผัวใหม่เป็นหมอหนุ่มรูปหล่อ หลัง ๆ ไม่ค่อยดูละครเกาหลีเลย เพราะมันชักจะซ้ำรอยละครไทยมากขึ้นทุกที แต่ชอบเรื่องนี้เพราะเรื่องมันมีมากกว่า ตบจูบ แย่งผัว หึงหวง ชอบความสัมพันธ์แบบครอบครัวว ที่มีทะเลาะ เกลียดกัน แล้วก็คืนดี ช่วยเหลือกัน ชอบตัวละครย่าของกึมซุน ที่เป็นย่าที่ดูอบอุ่น แต่ในอีกคราวก็แม่มดน้อย ๆ ดี ๆ นี่เองล่ะ เป็นละครที่ดึงเอาชีวิตคนมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ ชอบ ๆ

หนังโรงที่ไม่ได้ดูในโรง แต่ได้ดูเป็นแผ่นที่ชอบที่สุดในปี 2008

Noriko's Dinner Table -Sion Sono

ไม่ใช่หนังปีนี้ แต่แผ่นเพิ่งตกมาถึงเมืองไทยปีนี้ ผู้กำกับทำ Suicide Club กับ Strange Circus แต่ผมชอบเรื่องนี้ทุกสุด หญิงสาวผู้เบื่อหน่ายบ้านนอก และครอบครัว เข้ามาในโตเกียว เพราะเจอเพื่อนทางเนต ขอเล่าแค่นี้ล่ะ เล่าอะไรไม่ได้อีกเลย กลัวสปอยด์  เอาเหอะนะ ไปหาดูกันซะ การเล่าเรื่องที่ทำให้หยุดดูไม่ได้อีกเลย ปรบมือให้จ้า

 

À l'intérieur / Inside -Alexandre Bustillo และ Julien Maury

อันนี้ได้ดูเพราะ เต้ ไกรวุฒิไบโอสโคปแนะนำให้เบิ้ล นนทวัฒน์ดู เบิ้ลดูแล้วชอบ ชวนคนอีก 108 ดู พอดีผมเป็นหนึ่งใน 108 ที่ถูกชวน ดูแล้วกรี๊ดสลบ ชอบมาก ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรอีกต่อไปแล้ว ถ้าจะทำหนังเลือดสาดให้สะใจ หนังยาวแค่ 70 นาทีเองมั้ง แต่หยุดไม่ได้ พลิกไปพลิกมา หายนะขึ้นเรื่อย ๆ ฉิบหายถล่มทะลาย และธรรมมะไมได้ชนะอธรรมเสมอไป มันช่างชีวิตอะไรเยี่ยงนี้ ในชีวิตจริง พวกที่ถูกคุกคาม เรามักจะภาวนาให้เขาแข็งแกร่ง และเอาตัวรอดได้ แต่เปล่าเลย ถูกฆ่าหมกป่านั่งยางไปก็หลาย(เอ๊ะไง กลัวสปอยอ่ะ ไปดูเอาละกัน)

หนังโรงที่ชอบที่สุดในปี 2008

Cloverfield -J.J. Abrams โปรดิวเซอร์

เป็นแฟน J.J. Abrams เพราะติด Lost งอมแงม จนเขามาทำ Cloverfield ก็อยากดู รอดู วิธีการมันไม่ได้ใหม่หรอก ก็ไม่ต่างจาก เปรตเดินดิน หรือไม่ก็ แบล์วิชโปรเจ็คท์ แต่เรื่องนี้ตื่นเต้น สมจริง และสนุกกว่านั้น หนังเรื่องอื่น ๆ ที่ใช้ประโยชน์ของวิดีโอ ก็เพื่อจะเลี่ยงการให้เห็น เพื่อให้เชื่อ เป็นหนังทุนต่ำอะไรก็ว่าไป แต่เรื่องนี้ ไม่ใช่ มันอลังการงานสร้างมาก ตื่นเต้นสนุก ไปกับเรื่องราวเดิม ๆ ที่พอจะเดาได้ ไม่น่าเชื่อ แต่มันอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ด้วยการเล่าเรื่องด้วยกล้องวิดีโอแบบนี้ล่ะ ที่สำคัญ มันล้ำถึงขึ้น พาเราไปพบความรู้สึกการโดนสัตว์ประหลาดเขมือบได้อย่างฉลาดล้ำ ชอบ ๆ  สิ่งที่ชอบมากคือฉากหัวเทพีเสรีภาพหลุดกระเด็น แล้วผู้คนก็ตะโกนว่าโลกแตกแล้ว เสร็จปั๊ปก็รุมกันเอามือถือถ่ายรูป เฮ้อ แสดงความเป็นคนออกมาได้สุดกึ๋นจริง ๆ

Happiness -Hur Jin ho

เป็นแฟนเฮอจินโฮทุกเรื่องอีกเหมือนกัน เรื่องนี้โดนสุด ๆ ยกเว้นฉากจบ ที่จบซะดูมีความหวังเกินไป พระเอกเป็นพวกมีสันดานไม่ทำมาหากิน และหยำเปไปวัน ๆ จนป่วยต้องไปรื้อฟื้น อยู่กลุ่มบำบัดอะไรเทือกนั้น จนมาพบรักกับนางเอก ฉากที่ชอบมากคือ เมื่อนางเอกเสียใจมาก ๆ ขณะที่เธอเคยคิดว่าจะขาดเขาไม่ได้แล้ว รุ่งขึ้นเธอพับเสื้อผ้าให้เขา แล้วบอกว่าไปเถอะ แต่พอเขาไป เธอก็ร้องไห้ ความรักนี่มันทำให้คนเป็นบ้า และถึงตายได้จริง ๆ ด้วย


Wanted
-Timur Bekmambetov

แม้จะดูเอ็นจอยในการฆ่ามากไปหน่อย แต่หนังเรื่องนี้ก็สนุกมากสำหรับผม ชอบฉากรถไฟที่วิ่งไปตามเมือง การดีไซน์ฉากต่าง ๆ สนุกสนาน ที่สำคัญเรื่องราวนี่มันพลอตแบบหนังจีนชัด ๆ แบบว่ามีการหักหลังครั้งมโหฬารโดยอาจารย์ และเจ้าฆ่าพ่อข้า ข้าต้องฆ่าเจ้า มันรวมไปถึงภาวะของคนที่เชื่ออะไรอย่างหัวปักหัวปำ ไม่มีเหตุผล ผู้นำว่าไงก็เชื่อตามนั้น


Hancock -Peter Berg

ดูเรื่องนี้เพราะบังเอิญเจอย้งแฟนฉัน หน้าโรงตอนเพิ่งดูWanted เสร็จ แล้วย้งบอกว่า แฮนค็อคสนุกมาก ไม่เชื่อ ไปดูก็อึ้งไป ชอบโครงสร้างของการเล่าเรื่อง ในขณะที่มันเล่าเรื่องนี้อยู่ จู่ๆ พลอตมันก็เปลี่ยนไป จากฮีโร่ตัวหนึ่ง ที่พบว่าเขาโดดเดี่ยว เพราะทำอะไรต่ออะไรฉิบหายหมดเพราะความเป็นฮีโร่พลังล้นของเขา แต่พอครึ่งเรื่อง หนังหักไปอีกพลอตหนึ่งเฉยเลย เจ๋งมากมาย ชอบ ๆ


Wall-e -Andrew Stanton

ล้ำไปเยอะมาก สำหรับแอนิเมชั่นเรื่องนี้ โลกที่ถึงกาลหายนะ เหลือเพียงวอลอี หุ่นยนต์กระป๋อง ที่ยังคงทำหน้าที่ของมัน และมันกู้โลก ด้วยการพบรักกับหุ่นสาวสุดไฮเทคอีกตัว พลอตง๊ายง่าย หนังแทบไม่มีบทพูดเลยในครึ่งแรก แม้ครึ่งหลังจะฮอลลีวูดไปหน่อย แต่ก็โอเคสำหรับการ์ตูนสำหรับเด็ก ชอบฉากกุ๊กกิ๊กระหว่างวอลอีกับอีฟ ที่อีฟพลังล้น วอลอีหาของเล่น เป็นแผงบับเบิลให้เธอจิ้ม เธอสนุกกับมัน และจิ้มอย่างรวดเร็ว อืม น่ารักชิบเป๋ง


Sukiyaki Western Django
-Takashi Miike

ทำได้อีกแล้ว ลุงมิอิเกะ วัยเกือบ 50 ที่ทำหนังมากกว่า 70 เรื่อง พลอตคาวบอย สองฝ่าย ขาวแดง ที่ต่างฝ่ายต่างชั่วและเอาแต่ได้ทั้งคู่ มีฮีโร่โผล่มา และมีเรื่องหักมุม ไม่มีอะไรใหม่ แต่การดี่ไซน์การเล่าเรื่อง การลำดับภาพ ตัดต่อที่เรียกได้ว่า อยู่ และใช่ทุกคัท เท่โคตร ๆ

 

The Mist -Frank Darabont

หนังที่ดัดแปลงจากพล็อตของสตีเฟน คิง มักจะดีกว่าบทประพันธ์เสมอ ตอนจบของหนังต่างจากในหนังสือ แต่มันช่างสะท้อนความเป็นคนได้หมดจด หนังวางพล็อตเป็นไซไฟ ซัสเป้นส์ทริลเลอร์อะไรเทอกนั้น คนกลุ่มหนึ่ง ติดกับอยู่ในซุปเปอร์มาเก็ต ที่มีกระจกใสเห็นว่าข้างนอกมีหมอกลง และในหมอกมีบางสิ่งอยู่ ความไม่รู้ ความสงสัย ผู้คนพยายามหนีตาย ด้วยการ....ทำร้ายกันเอง มนุษย์สวยงาม และน่าขนลุก เสมอ

โปสเตอร์หนังที่ชอบที่สุดในปี 2008

The Morning Forest

ชอบหนังนาโอมิ คาวาเสะแต่ไม่ชอบเรื่องนี้ มันดัดจริต อันดับหนึ่งของนาโอมิในใจเราคือ Shara แต่เรื่องนี้มันเอาใจคานส์ไปหน่อย ไม่ชอบหนัง แต่ชอบใบปิดสวยงาม ได้ใจมาก ไม่รู้จะเขียนอะไรได้ เขียนไปหมดแล้ว ที่

http://thaiindie.com/wizContent.asp?wizConID=610&txtmMenu_ID=7

ไปอ่านเอา

น่าเกลียดที่สุดในปี 2008

ดูเหมือนคนทำหนังกลุ่มหนึ่งจะหมดมุก และต้องพยายามเอาคนรุ่นหลังมาหากินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นโปรเจ็คท์หนังเรื่องหนึ่ง ที่พยายามดึงเรตติ้งของตัวคนทำด้วยการมาร่วมทีมหนังสั้นกัน 4 เรื่อง หวังเกาะกระแสที่ผู้กำกับรุ่นหลังคนหนึ่งทำเอาไว้ อันนั้นพอรับได้ หรืออีกค่ายที่ซื้อพล็อตหนังสั้น ในราคาแสนถูก ไม่กี่หมื่น มาดัดแปลงเป็นหนังของตัวเอง อ่ะ อันนั้นพอทำเนา แต่อันนี้ รับไม่ได้อ่ะ คือหลอกเขาว่าจะชวนไปทำหนัง โปรเจ็คท์ทั้งเรื่อง คิดโดยเด็กม.กรุงเทพ โดย เด็กม.กรุงเทพกลุ่มหนึ่ง รวบรวมเพื่อน ๆ แล้วเจอผู้กำกับหนึ่งในชุดหนังใหญ่นี้ ใช้ความปรารถนาดีบางอย่างว่าจะผลักดันโปรเจ็คท์ แต่แล้วก็ฮุบมันเอาซะดื้อ ๆ หากินกับเด็กนี่น่าเกลี่ยดสุด ๆ นะท่าน

สะใจสุด ๆ ในปี 2008

นักข่าวเอารองเท้าขว้างหน้าบุช ไม่มีอะไรจะพูดกับข่าวนี้ บุชยังติดตลกบอกอีกว่า ที่ขว้างมาน่ะ เบอร์สิบเชียวนะ เสียดายก็ตรงเป็นแค่รองเท้า แล้วบุชยังเสือกหลบได้อีก แต่ไงก็สะใจล่ะ

 

ข่าวแม่ลิเดีย ตามไปราวีหมอดูคอนเฟิร์ม อันนี้นี่สุดยอดแม่มาก ๆ ขอปรบมือให้กับความกล้า และการต่อสู้ แต่สิ่งที่ควรประนามมากคือ สื่อมวลชน ที่พยายามเล่นข่าวโน่นนั่นนี่ตลอดเวลา ไอ้ตัวหมดดูนี่ก็หวังเกาะกระแสดังด้วยการคอนเฟิร์มกับคนดัง ๆ โลกเป็นอะไรกันหมดแล้ว ทำได้ทุกอย่าง เพื่อความดัง....ช่วยด้วย

น่าตกใจ สะเทือนขวัญ และสมควรเสียใจเป็นที่สุด แห่งปี 2008

ไม่ได้สะเทือนใจที่สีเหลืองถูกทำร้าย ไม่ได้อยุ่ข้างสีเหลือง และไม่ไดอยู่ข้างสีแดงด้วย แต่ตระหนกที่ ดูเหมือนจะไม่มีใครเห็นแก่ประชาชนอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าสีแดงหรือสีเหลือง ต่างก็ไม่ไดเป็นห่วง และอ้างว่า พวกเขาพร้อมต่อสู้ พร้อมตายเพื่อกู้ชาติ ถามหน่อยว่าทำไมบรรดาแกนนำ ถึงไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มาอยู่แถวหน้า และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เรายังคงล้าหลังลงไปอีกสำหรับคำว่าประชาธิปไตย พูดไม่ออก จุกไปหลายวันตอนที่ได้รู้ข่าวนี้ ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ มีแต่ต่างฝ่ายต่างโทษกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างความชอบธรรมต่าง ๆ นา นา ทั้งที่ เหี้ยด้วยกันทุกฝ่าย คนตายคนหนึ่ง ไม่ว่าใครก็ตาม และอันที่จริง ไม่ว่าจำนวนจะมากหรือน้อยก็ตาม การทำให้คนด้วยกันตาย เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจที่สุดแล้วขอประณามทั้งฝ่ายมือตบและตีนตบทั้งรัฐบาลตำรวจทหารและอำนาจที่มองไม่เห็น ผู้เพิกเฉยต่อการตายของประชาชน รวมถึงประชาชนทุกคนที่นิ่งงันต่อการฆ่ากันตายของมนุษย์ด้วยกัน

หนึ่งในเรื่องที่ดีใจที่สุดของปี 2008

พี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับตำแหน่ง "Chevalier" หรืออัศวิน จากประเทศฝรั่งเศส น่าจะเป็นรางวัลแรกและรางวัลเดียวที่มอบให้กับคนทำหนังไทย คนทำหนังไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ทั่วโลกให้การยอมรับ แต่กลับถูกแบนในประเทศตัวเอง การได้รางวัลของเขา มันยากยิ่งกว่านักกีฬาได้เหรียญโอลิมปิกเสียอีก แต่ทำไมหนอ ไม่มีใครแห่แหนเขาอย่างที่ทำกับพวกนักกีฬาบ้างนะ

ขโมบรูปมาจากบล็อกใครก็ไม่รู้ ขออนุญาตมา ณ ที่นี้ด้วยนะ กรรมการตัดสินคานส์ปีนี้ มีพี่เจ้ยด้วย เทศกาลหนังที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ข่าวทีวีไทยไม่มีใครรายงาน นี่คือคนไทยคนแรก และคนเดียว และคิดว่านับไปอีกร้อยไป ก็ไม่มีใครจะได้รับเกียรตินี้อีกแล้ว

ผมไม่ได้ทำหนังยาวมา 4 ปีแล้ว เพราะมัวหมกมุ่นกับเว็บไซต์ www.thaiindie.com ทำก็แต่หนังสั้น หรือไม่ก็กิจกรรม แต่นี่คือหนังยาวเรื่องที่สาม ที่เสร็จออกมา และได้รับการเลือกฉายร็อตเตอร์ดาม เทศกาลหนังที่ใหญ่ที่สุดสำหรับหนังดิจิตอล ดีใจ ดีใจ สำหรับผมสิ่งที่ยากที่สุด คือ การก้าวไปให้พ้นจากสิ่งที่เคยทำมา โดยยังคงรักษาสิ่งที่เราเชื่อ ตัวตนของเราให้ได้ มันยากจริง ๆ

ไม่มีอะไรจะพูด งานที่จัดไปเมื่อเดือนตุลา มีอุปสรรคเยอะมาก จัดวันฮัลโลวีน ปัญหาการเมืองทำให้คนไม่อยากออกมา แต่ผลตอบรับน่าทึ่ง คนมหาศาล ทยอยกนมามืดฟ้ามัวดิน ถึงฝนจะตก แต่คนดูก็ยังอยู่ดูจนจบ แม้คนจะซาไป แต่ก็ยังอยู่จนจบ แถมนักดนตรีทุกวง เล่นได้อย่างสู้ตายมาก ขอบคุณเพื่อน ๆ มูลนิธิหนังไทย เพื่อน ๆ กลุ่มละคร ที่ช่วยผมอย่างสู้ตายมาก ๆ ขอบคุณนะครับ

ขอบคุณครับ ไม่มีอะไรจะพูดละ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เอนทรี่นี้อิ่มมากๆbig smile

#1 By ennisdelmar on 2008-12-18 14:15

จัดไป Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By ตุ้ย since 2006 on 2008-12-18 14:30

เหมือนได้อ่านบทบันทึกประจำปีของคนๆนึง

เพลินดี


big smile

#3 By zoxmok on 2008-12-19 05:44

ว้าว....อีกมุมหนึ่ง ที่ได้รู้.....สว้สดีปีใหม่นะพี่double wink

#4 By A l h o n g on 2008-12-19 09:56

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ติด LOST งอมแงมเหมือนกันเลย confused smile

#5 By Seam - C on 2008-12-19 11:36

โอ๊ะ...
ได้ลง 100 ไอดอลส์ด้วย
ยินดีด้วยนะครับ

big smile big smile big smile

#6 By h|b|b on 2008-12-19 22:04

พิ้งปลาบปลื้มมาก ขอบคุณพี่ปุ๊นที่ให้เกียรติที่สุดแห่งปีนี้ค่ะ

(ปาดน้ำตา พร้อมกับค่อยๆประคองรางวัลลงจากเวทีช้าๆ)


(แอบอายเล็กน้อย ตะกี้คอมเม้นท์ผิดเอนทรี้ด้วย)

#7 By พิ้ง (58.9.80.247) on 2008-12-21 18:57

กลับมาอยู่กรุงเทพแล้วพี่ คิดถึงภูเก็ตโคตร

#8 By A l h o n g on 2008-12-22 09:47

แวะมาปาดน้ำตา ประคองรางวัลลงจากเวทีไปอีกคนหนึ่ง

เราไม่อาจจะก้าวถึงจุดนี้ได้อย่างงดงาม ถ้าไม่มีทุกๆคน
กระซิก กระซิก

#9 By ฺBoat (118.172.57.51) on 2008-12-22 11:11

ขยันเขียนนะเธอ

À l'intérieur -Alexandre Bustillo และ Julien Maury <<< เมาท์นะยะ

#10 By filmme on 2008-12-22 21:10

อ่านเอนทรีนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่ดีจัง
โววว++!! ขอบคุณสำหรับรางวัลครับ
ผมรักเด็กครับ
(เด็ก18) อิอิsad smile big smile
ล้อเล่น
มีกำลังทำหนังขึ้นจมเลย
ขอบคุณครับ

#11 By นิล (58.137.132.29) on 2008-12-22 22:46

ชอบปุ่นเขียนจังเลย

"ดีใจ ดีใจ สำหรับผมสิ่งที่ยากที่สุด คือ การก้าวไปให้พ้นจากสิ่งที่เคยทำมา โดยยังคงรักษาสิ่งที่เราเชื่อ ตัวตนของเราให้ได้ มันยากจริง ๆ "

ปล. ชอบเอนทรี่นี้ ได้ความรู้และได้อะไรดีๆๆเยอะเลยbig smile Hot! Hot! Hot!

#12 By lolay on 2008-12-28 23:26

before Valentine



อันนี้บทพี่เท็น ชั่ยม๊า!

#13 By geegy (210.86.135.48) on 2009-01-21 15:20

ขอบคุณมากค่ะ confused smile confused smile confused smile