มื้อค่ำกับเบน แอนเดอร์สัน
posted on 27 Dec 2007 01:54 by thunska2
ตามสัญญา แต่ช้าหน่อยนะ โทษที
เย็นวันนั้น เมื่อสองสัปดาห์ก่อน จำวันไม่ได้ขอโทษทีขี้เกียจค้น(อัพบล็อกนี้ตอนเกือบตีสอง)
วันเดียวกับที่ประกาศผลไบโอสโคปอะวอร์ด พี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ ชวนให้ไปงาน
ศิลปะของการคอรัปชั่น แถว ๆ สาธร(หรือสาทรหว่า ตกลงสะกดไงอ่ะ ได้ข่าวว่าเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ประเทศไทย สับสนแม้แต่ชื่อถนน กรูจะบ้า)
เราไปกับหนู สุชาดา(ผู้ช่วยพี่เจ้ย และพี่ต้อม ยุทธเลิศ เธอควบสองจ้ะ)
ไปถึงก็จะเลิกแล้วล่ะ ฮา ๆ พี่วสันต์กับทีมกำลังแสดงหนังตะลุง เราแวะไปกินเค้กที่ข้างในมีบ้านมีเมืองมีประชาชนอยู่ใต้เค้กสุดหรู
ในงานคนดัง ๆ เยอะแยะ ศิลปินทั้งนั้นล่ะท่าน
เจออ.อภินันท์ กับฝรั่งตัวโตคนหนึ่ง เราโง่อ่ะ ไม่รู้หรอกว่าใคร ก็เดินดูงานไป งาบเค้กไปอีกก้อน เพราะหิวมาก
อ.อภินันท์ พยายามจะให้เราไปคุยกับฝรั่งคนนั้น เราเป็นโรครังเกียจฝรั่งอ่ะ บอกตรง ๆ
ก็เดินเลี่ยง ๆ ตามประสา ฮา ๆ โง่ ๆ ไปเรื่อย ๆ
แล้วก็มีฝรั่งอีกคนเป็นนักข่าว เขียนบทความไรงี้ ชื่อไบรอัน เมอร์เท่น เขาทักว่า เฮ้ ธัญสกหรือเปล่า
เราก็ทำหน้างง ๆ สักพัก ครับ แล้วเขาก็บอกว่าเขาเคยดูหนังเราเมื่อสองปีก่อน ตอนงานเบฟ
ทีนี้เราเลยหยุดในจุดที่เคลื่อนไปไหนไม่ได้ เพราะโดนชวนคุย อ.อภินันท์เลยเข้ามาล็อคตัว แล้วก็แนะนำกับฝรั่งตัวโตคนนั้น นี่ไงครับ ธัญสก อ๋อ ธัญสกนั่นน่ะหรือ เราก็มองหน้าเขา แล้วเขาก็บอกว่า ผมเคยดูหนังคุณด้วยนะ
ก็งงหนักเข้าไปอีก โดยเฉพาะเขาพูดเป็นภาษาไทย ชัดทีเดียว แล้วอ.อภินันท์ก็ชวนว่า ไปกินข้าวกันมั้ย
เราก็โอเคครับ นัดที่ครัวเจ๊ง้อ รถตู้ของกระทรวงมารอรับ แต่เราบอกเขาว่าเราไปกับหนุแล้วกัน จะตามไป
(จริง ๆ กะชิ่ง) โทรไปหาพี่เจ้ย พี่ฝรั่งคนนั้นใครอ่ะ พี่เจ้ยเลยบอกว่า เบน แอนเดอร์สัน เป็นนักมานุษยวิทยา
แล้วก็เล่าอะไรมากมาย เราก็อึ้งนิดนึงว่า โห (เดี๊ยวค่อยเล่านะ) แต่เรากะชิ่งอ่ะ ไม่กินดีกว่า เพราะมีแต่ผู้ใหญ่ทั้งนั้นเลย
พี่เจ้ยพูดมาคำนึงว่า เธอก็ผู้ใหญ่นะ รับปากเขาว่าจะไป ก็ควรไปนะ อึ้งกว่า
ดูดบุหรี่ไปหนึ่งมวน ก็ตัดสินใจว่า เอาวะ ไปก็ไป
โดยสันดานแล้ว ขอยอมรับเลยว่า ไม่ชอบฝรั่ง ใหญ่มาจากไหน ก็ไม่ชอบ ไม่สนใจ เบื่อมาก ๆ
แต่ความคิดนั้นเปลี่ยนไปทันที หลังอาหารมื้อนั้น
ผมไม่ได้รู้จักเบน แอนเดอร์สัน มากไปกว่าก่อนที่ผมจะไปกินหรอก
เรานั่งในตำแหน่งที่มีอ.อภินันท์ และฝรั่งนักข่าวอีกคนคั่น แต่ระหว่างนั้น เบน ก็ส่งคำถามมาเป็นระยะ ๆ
คำถามแรกคือ "ทำไมผู้ชายในหนังคุณมันน่าเบื่ออย่างนั้นล่ะ" 555 ทำเอาอึ้ง เพราะตอนแรกคิดว่า พูดเล่นซะอีก
ที่ว่าเคยดูหนังเรา แล้วเบน(ต่อไปนี้ผมควรเรียกอ.เบนนะ) ก็เล่าว่าเขาได้ดูหลายเรื่องเชียวล่ะ
เพราะผมเคยให้หนังชุดนึง กับอ.เคมบริดจ์คนหนึ่งไว้ แล้วอ.เบนก็ได้ดูจากอันนั้นแหละ
เราก็บอกว่า นั่นคือผู้ชายที่ผมเจอในชีวิตจริงนี่แหละ 555 แล้วเขาก็บอกว่า "คุณต้องมีพ่อหรือแม่เป็นคนใต้แน่ ๆ"
ผมตะลึงไปพัก คิดในใจ รู้ได้ไงวะ ถามเขาว่า ใช่ คุณรู้ได้ไง อ.เบนยิ้ม ๆ ความลับ
กุ้งมังกรจานใหญ่ มาเสริฟ ผู้คนเริ่มสาละวนกับอาหารตรงหน้า(เขาว่ากันว่า ครัวเจ๊ง้อนี่แพงระยับ)
กินไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกันว่าเขารู้ได้ไง
จานนั้นหมดไป พร้อมคำถามหลังกุ้ง(หรือกั้งวะ) "เป็นคนจีนแคะหรือ" อันนี้อึ้งไปอีก เพราะครอบครัวผมเป็นคนจีนแคะจริง ๆ เรียกได้ว่าทั้งตระกูล ห้ามแต่งกับคนเชื้อสายอื่น (จนมาหลังรุ่นผมนี่แหละ ที่มีแอบไปแต่งกับแต้จิ๋ว หรือไม่ก็อีสาน ซึ่งก็สะใจมาก เพราะอาม่าผมถึงกับเสียใจไปหลายปี)
ผมถามคำถามเดิม คุณรู้ได้ไง และคำตอบเดิมคือ ความลับ
แล้วเขาก็บอกว่า ทำไมไม่ทำเรื่องเกี่ยวกับหาดใหญ่ล่ะ
แม่ผมเป็นคนหาดใหญ่ เป็นจีนแคะที่อยู่แถบปาดังเบซาร์ และผมไม่ได้กลับมาสิบกว่าปีแล้ว(ผมเคยโตที่นั่นจนหกขวบ) ผมตอบไปว่า ผมว่าเรื่องการเมือง มันเป็นประเด็นฮอท ที่คนทำหนังเดี๋ยวนี้ ต้องทำ ไม่ว่าจะการเมือง หรือสึนามิ ซึ่งไม่ใช่วิสัยผม อ.เบนบอกว่า ไม่จำเป็นต้องการเมืองก็ได้ แต่มันคือครอบครัวคุณ รากเหง้าของคุณ
รู้มั้ยว่า หน้าตาของไทย คือภาคเหนือ พัทยา กรุงเทพ แต่ภาคใต้คือส้วม คนไม่อยากไป ต้องปิดมัน
เคยดูหนังของอาร์เมีย มูฮัมหมัดไหม (หนังมาเลย์เซีย อาร์เมียเคยมาเมืองไทย และเราเจอกันบ่อยตามเทศกาล และเขากำลังเป็นประเด็น เพราะทำเรื่องการเมือง และเกย์) เคยสิ แต่ผมไม่ชอบ ก็น่าสนใจดี ล่าสุด อาเมียร์ ทำหนังเรื่อง Last Comunist ซึงข้ามเขตมาถ่ายทำในชายแดนไทยด้วย ความทะนงตน ความหยิ่ง หรือความเชิ่ด ของผม ยังคงตะแบงไป
อ.เบนเว้นเงียบสักพัก ก่อนจะบอกว่า รู้มั้ยว่า หัวหน้ากบฎไทปิง(ไท่ผิง) เป็นคนจีนแคะ คนจีนแคะเป็นพวกเดียว ที่ไม่ต้องมัดเท้า พวกเขากบฎต่อแมนจู และต่อต้านธรรมเนียมใจร้ายต่อหญิงนี้ด้วยการกบฎ และบางส่วนในสมัยร.4 พวกนี้มาตั้งรกรากในภาคใต้
ทำไมคุณไม่กลับไปถ่ายอะไรสักอย่างที่หาดใหญ่
มื้อค่ำนั้น ผมไม่ได้รู้จักอะไรเกี่ยวกับเบน แอนเดอร์สันเพิ่มเติมมากไปกว่านั้น
แต่ผมรู้สึกอะไรบางอย่าง บางอย่างที่มันเข้มแข็งขึ้น จากบทสนทนาง่าย ๆ นั้น
จริง ๆ เราคุยอะไรต่ออะไรมากกว่านั้น(ขออนุญาตเก็บไว้เป็นความลับบ้าง)
มันเกิดความรู้สึกบางอย่างที่สุดท้าย เมื่อเราแยกย้ายกันขึ้นรถ
ผมบอกเขาว่า ปีหน้า หลังกุมภา ผมจะลงใต้ ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้กลับใต้อีกเลย
ครั้งสุดท้ายที่ผมกลับ คือ 15 ปีที่แล้ว ตอนงานศพยาย ปีหน้าผมน่าจะลองกลับไปดู
อย่างน้อยก็ได้กลับบ้าน ผมรู้สึกบางอย่าง จริงจัง แต่ไม่สามารถอธิบายได้ และ ผมจะกลับ ปีหน้า
ลิงค์ข้างล่างนี้คือบางส่วนเกี่ยวกับ อ.เบนแอนเดอร์สันครับ
http://matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02pol01201250&day=2007-12-20§ionid=0202
ปล. ผมมักจะมีปัญหากับคำว่า เคยดูหนังคุณ เสมอเลย โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า
หรือคนที่เพิ่งรู้จัก เพราะรู้สึกเหมือนผมเคยแก้ผ้าให้ดูไงงั้นเลย
และอาการของผม เมื่อเจอคำนี้ จะทำให้ผมเกิด ปฏิกิริยา ที่ผมเรียกว่า
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผมกับคนอื่น และผมกับตัวเอง ล้มเหลว
มีคนเคยเขียนด่าผมในเว็บบอร์ดว่า ผมช่างอวดตัวและหยิ่งเสียเหลือเกิน
ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ความจริง ผมไม่เคยภูมิใจในสิ่งที่ทำ สิ่งที่เป็น
มันเป็นปมที่ฝังมาแต่เด็ก ผมมักจะถูกเปรียบเทียบกับน้องชายเสมอ
และคำตอบของการอวดว่า ผมทำอะไรได้ คือ ความเงียบงันของพ่อ
ผมเรียนจุฬาไปสองปี ก่อนจะบอกแม่ว่า ตอนนี้ผมเรียนจุฬาอยู่แหละ ที่บอกเพราะ
ค่าเทอมเทอมนั้น ผมง่อนแง่นแล้วล่ะ
ตอนนี้ครอบครัวผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำอะไร อันที่จริง เรามีชีวิตอยู่แบบตัวใครตัวมันเอามาก ๆ
ซึ่งก็เป็นผลดี อ.เบนถามผมว่า แม่ผมเคยดูหนังที่ผมทำมั้ย ผมบอกว่าแม่ไม่เคยรู้เลยว่าผมทำหนัง
โชคดีที่แม่ผมอ่านหนังสือไทยไม่ออก อ่านได้แต่ภาษาจีน แม่ไม่ดูข่าว แม่ดูแต่ละคร
และประตูเรื่องส่วนตัวของผม ถูกปิดตายระหว่างผมและแม่
ขำดี ตอนนี้แคสติ้ง ที่ผมเปิดรับสมัครคนที่จะมาเล่าเรื่องในหนังผม
คำถามแรกที่ต้องถูกถามคือ ต้องแก้ผ้าหรือเปล่า เหมือนกลายเป็นโลโก้ของผมไปแล้ว
แต่จริง ๆ คือ ผมต้องการแค่ถ่ายสีหน้า และกล้าเล่าให้ผมฟังต่อหน้ากล้องเท่านั้น
ปฏิสัมพันธ์ล้มเหลวของผม ทำให้ผมคุยสนุกในเอ็มเอสเอ็น ในบล็อก หรือเวลาโทรหากัน
แต่เวลาเจอกันตัวเป็น ๆ ผมจะนิ่ง ถามคำตอบคำ หรือจะยิ่งนิ่งไปเรื่อย ถ้ายิ่งเจอกันบ่อย
โดยเฉพาะคนที่เคยดูหนังผม ก็มักจะเข้าใจว่า ผมน่าจะต้องfuck around มาก ๆ แน่ ๆ
ผมว่าคนที่เคยไปกินข้าว ไปดูหนังกันสองต่อสองกับผม น่าจะรู้ว่าผมเป็นไง
บางทีคนเราก็แสดงออกในแบบที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว
สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ผมสงสัยในความลับของเบน แอนเดอร์สัน
บางทีผมต้องกลับไปค่อย ๆ แกะปมที่ขมวดกันจนดิ้นไม่หลุดของรกเหง้าของผมเสียแล้ว
ปีหน้าผมจะกลับ สัญญา


#1 By rafilm on 2007-12-27 06:11